นี้คงเป็นหนังสือเล่มแรกที่รอบ 3 เดือนที่ผมอ่านจบ. ผมใช้วิธีการวัดสมาธิของตัวเองด้วยหนังสืมหนึ่งเล่มว่าผมสามารถจดจ่ออยู่กับมันได้ด้วยเวลามากน้อยเพียงใด. ผมหยิบหนังสือนี้ออกจากบูธของ Openbooks ในงานสัปดาห์หนังสือปีก่อนทั้งที่ความคิดตัวเองในตอนนั้นพยายามเลือกหาหนังสือหลายเล่มนอกจากผลงานของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์. จุดหนึ่งของงานหนังสือสำหรับตัวเองคือต้องคิดก่อนว่าจะไปซื้อหนังสือแนวไหน?,ชอบอ่านหนังสือแนวไหน? มันถึงทำให้ผมอยากอ่านหนังสือเล่มนั้นโดยที่มีสมาธิอยู่กับหนังสือนานๆ แต่เท่าที่อ่านมาก็มีผลงานของนักสัมภาษณ์ท่านนี้(ผมเข้าใจว่าเป็นนักสัมภาษณ์ เพราะผลงานที่อ่านมาก่อนหน้านี้ เป็นแนวสัมภาษณ์กึ่งสารคดี และผลงานบางเล่มปะหน้าด้วยรูปเทปบันทึกเสียง)ซึ่งส่วนใหญ่ผมชอบอ่านเกี่ยวกับภาคใต้ ที่เกิดเหตุ. ด้วยความกระหายอยากรู้ในความแตกต่างของวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่. แต่สำหรับเล่มนี้ผมอ่านความเป็นไปของคน คนหนึ่งที่เขียนเล่าเรื่องราวชีวิตจุดหนึ่งที่พบเจอ.
From Reader
บทก่อนสุดท้ายเล่าเรื่องได้ตรงใจผมแบบหนัก ๆ ในชีวิตของความเป็นจริงเผื่อมันจะเป็นข้อคิดอะไร ที่ผมเฝ้าถาม แต่นึกไม่ออกว่าตัวเองกำลังคิดอะไร
คำตอบใต้ต้นไม้
ไม่มีใครอยากลองผิด ลองถูกให้เสียเวลาอีกแล้ว ทุกคนต้องการ 'สิ่งที่ถูก ที่ใช่' ในการลงมือทำครั้งเดียว ต้องการสูตรสำเร็จเลียนแบบวัฒนธรรม 'ฉีกแล้วชง' มากกว่านั้น การเรียนรู้ทางลัดไว้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้ว่าความจริง--ทุกทางลัดในโลกล้วนสุ่มเสี่ยงและอันตราย กระทั่งว่ากันให้ถึงที่สุด ทางลัดอาจเป็นเรื่องถนนหนทางที่ใช้สื่อสัญจรเท่านั้น.
มันไม่เคยมีอยุ่จริงบนภนนชีวิต-หน้า 232
ไม่ต้องบรรยาย ความหมายของตัวหนังสือก็พอบอกได้แล้ว. บางอย่างก็น่าคิดถึงแม้ทำไม่ได้ หรือลงมือทำไปแล้ว. บ้างทีการทบทวนที่ผ่านมามันทำให้รู้ว่าตัวเองเลวร้ายไปแค่ไหน.

